ความสำคัญ

 

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศปลูกข้าวเป็นพืชหลักปัจจุบันข้าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แต่ข้าวที่ผลิตได้ต่อไร่ ส่วนมากยังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำอยู่ การผลิตข้าวในปัจจุบันเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับข้าวนับว่ามี ควมสำคัญต่อการ เจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะ เป็นการสิ้นเปลือง อีกทั้งยังมีผลกระทบในระยะยาวต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพราะการใช้ปุ๋ยเคมี ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆจะทำลายความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดิน ทำให้จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน  เช่น เชื้อรา  แบคทีเรีย  แอคติโนมัยซิท  และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆที่อาศัยอยู่ในดินมีจำนวนลดลง  มีผลทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ   ดินมีสภาพเป็น กรด  ดินจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง

ข้าว เป็นธัญพืชที่อยู่ในวงศ์  (Family)  Gramineae  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Oryza  sativa  L. เป็นแหล่งอาหารหลักที่ให้คาร์โบไฮเดรตที่สำคัญในการดำรงชีวิตของประชากรโลก เช่น การทำเป็น ขนมหวานชนิดต่างๆ ขนมปัง ในด้านอุสาหกรรม  ใช้ในการผลิตแอลกอฮอล์สำหรับใช้ผลิตวิสกี้ นักวิชาการได้แบ่งประเภทข้าว ออกเป็น  2  ชนิด  คือ  ข้าวเอเชีย  (Oryza  sativa  L.)   และข้าวแอฟริกา  (Oryza  glaberrima  Steud.)  ข้าวเอเชียปลูกทั่วไปในเอเชีย   สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป และแอฟริกา ส่วนข้าวแอฟริกา มีการ ปลูกเฉพาะทางด้านทิศตะวันตกของ ทวีปแอฟริกาเท่านั้น 

                นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชนิดต่างๆของข้าว  และสรุปได้ว่าข้าวพวก Oryza sativa  ซึ่งมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศที่ปลูกข้าวต่างๆนั้น  ยังแบ่งออกได้เป็น  3  พวก คือ  japonica ,  indica  และ  javanica  โดยยึดถือเอาลักษณะภายนอกของต้น เมล็ดและเปอร์เซ็นต์ เมล็ดลีบของ ข้าวลูกผสมระหว่างข้าวทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวเป็นหลัก  japonica  เป็นข้าวที่ปลูกในประเทศ จีนตอนเหนือและ ตะวันออก  ญี่ปุ่น  เกาหลี  และประเทศอื่นๆที่อยู่ในเขตอบอุ่น indica เป็นข้าวที่ปลูก ในประเทศต่างๆ ในเขต ร้อน เช่น ศรีลังกา จีนตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย อินโดนีเชีย บังกลาเทศ ไทย ฟิลิปปินส์  ส่วน  javanica  เป็นข้าวที่ปลูกในประเทศอินโดนีเชียเท่านั้น อย่างไรก็ตามแหล่งปลูก ข้าวกันมากในโลกนี้จะอยู่ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 50  องศาเหนือและ  35  องศาใต้ 

กล่าวว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อสังคมไทยไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอาหาร        ที่ให้คาร์โบไฮเดรตประจำวันเท่านั้น ในแต่ละปีข้าวที่เหลือจากการบริโภค ถูกส่งไปจำหน่ายยังตลาด ต่างประเทศ   เช่น  จีน  อินโดนีเซีย  อิหร่าน  ฮ่องกง  มาเลเซีย  และสิงคโปร์  เฉพาะใน  พ.ศ. 2540 นำเงินได้เข้าประเทศมากกว่า  60,000  ล้านบาท  นับตั้งแต่  พ.ศ.2522  เป็นต้นมา  ประเทศไทย  ครองความเป็นอันดับหนึ่งในการส่งข้าวไป เลี้ยงประชากร เกือบจะทั่วโลกจากการส่งออก ข้าวสาร 3 ล้านตันใน พ.ศ.2522  เป็นประมาณ  6  ล้านตัน ใน พ.ศ.2540 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการ แข่งขันทั้งทางด้านการผลิตและการตลาดของประเทศไทยว่าเหนือกว่าอีกกว่าหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญ เช่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา พม่าและ เวียดนาม  แต่สถานการณ์นี้อาจ เปลี่ยนไปได้ ถ้ารัฐบาลไม่ให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและด้านการเกษตรกรรม  เพราะใน ปัจจุบันตลาดข้าวคุณภาพต่ำถูกพม่าและเวียดนามยึดครองจากไทยไปเกือบหมดแล้วดังนั้นอนาคต ของข้าวไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่การผลิตคุณภาพสูงเพื่อการส่งออกโดยอาศัยความได้ เปรียบทางด้านชื่อเสียงว่าเป็นผู้ผลิตข้าวคุณภาพสูงและเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของ  โลกมาเป็น เวลานาน ในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 63 ล้านไร่ ผลิตข้าวเปลือกได้ประมาณ 22  ล้านตัน  คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย  387  กิโลกรัมต่อไร่  เก็บไว้ใช้ บริโภคและเป็นเมล็ดพันธุ์ประมาณ  12 ล้านตัน  ที่เหลือส่งออกคิดเป็นปริมาณข้าวสารประมาณ 6 ล้าน ตัน ในปัจจุบันการส่งออก ของข้าวไทยได้ขยายไปทุกภาคของโลกซึ่งทำรายได้ให้แก่ประเทศ ปีละหลาย หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของมูล ค่าสินค้าที่ส่งออกทั้งหมด 

ข้าวเป็นพืชในเขตร้อน (tropical) ที่ต้องการอุณหภูมิและความชื้นสูงสำหรับการเจริญ เติบโต ต้องการอุณหภูมิในช่วง  22 – 30  ºC  ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว เป็นส่วนของดิน เหนียว เพราะมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 5.0 - 6.5 และมี อินทรีย์วัตถุไม่น้อยกว่า 5% ในปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกข้าวส่วนใหญ่อยู่ในแถบเอเชียถึง  90 เปอร์เซ็นต์ของข้าวทั้งหมด ทั่วโลก ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่เป็นแหล่ง ปลูกข้าวที่สำคัญ  เช่น  ประเทศบราซิล โคลัมเบีย  เปรู  อียิปต์  สาธารณรัฐ มาลากาซี สเปน สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี   ออสเตรเลีย  และประเทศอื่น ๆ เป็นต้น 

การจำแนกประเภทของข้าว

1.       จำแนกตามคุณสมบัติทางเคมีภายในเมล็ด

1.1   ข้าวเจ้า  (non-glutinous rice)  ประกอบด้วยแป้งประมาณ  90%  ซึ่งเเป้งนี้  มีส่วนประกอบใหญ่ ๆ  2  ส่วนด้วยกัน  คือ  amylopetin  60-90%  และamylose  10-30%

1.2   ข้าวเหนียว  (glutinous  rice)  ประกอบด้วย  amylopectin  ถึง  95%  มี  amylose  น้อยมาก  บางครั้งไม่พบเลย

2.       จำแนกตามสภาพพื้นที่ปลูก

2.1   ข้าวไร่  (upland  rice)

2.2   ข้าวนาส่วน  (lowland  rice)

2.3   ข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวนาเมือง  (floating  rice)

3.       จำแนกตามอายุการเก็บเกี่ยว

3.1   ข้าวเบา  (early  variety)  คือข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยว  90 –100  วัน

3.2   ข้าวกลาง  (medium variety)  คือข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยว  100-120  วัน

3.3   ข้าวหนัก  ( late variety)  คือข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยว  120  วันขึ้นไป

4.       จำแนกตามลักษณะความว่องไวต่อช่วงแสง

4.1   ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง  ( photoperiod  sensitive  variety)

4.2   ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง  ( non- photoperiod sensitive  variety)

5.       จำแนกตามรูปร่างของเมล็ดข้าวสาร

5.1   ข้าวเมล็ดสั้น  (short  grain)  ความยาวไม่เกิน  5.50  มิลลิเมตร

5.2   ข้าวเมล็ดยาวปานกลาง  (medium – long  grain) ความยาว  5.51 - 6.00  มิลลิลิตร

5.3   ข้าวเมล็ดยาว  (long grain)  ความยาว  6.61 - 7.50

5.4   ข้าวเมล็ดยาวมาก  (extra long grain)  ความยาวมากกว่า  7.50  มิลลิลิตรขึ้นไป

6.       จำแนกตามฤดูปลูก

6.1   ข้าวนาปี  หรือข้าวนาน้ำฝน  (rained  rice)

6.2  ข้าวนาปรัง  (off-season  rice)

                     การปลูกข้าวของไทยแบ่งฤดูการปลูกข้าวออกเป็น  2  ฤดู  คือ  ฤดูนาปรัง  ฤดูนาปี โดยพันธุ์ ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูก  มีทั้งข้าวพันธุ์ไวแสงและไม่ไวแสง  พันธุ์ที่ปลูกได้ทั้งฤดูนาปี  และฤดูนาปรัง ในเขตที่สามารถควบคุมน้ำได้ทุกภาค  เช่น  กข 7  กข 21  กข 23  คลองหลวง 1  และสุพรรณบุรี 1  ส่วน

พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูกในฤดูนาปรังจำนวน  2  กลุ่ม  คือข้าวพันธุ์พื้นเมือง  และพันธุ์ราชการ เช่นกข 10  สุพรรณบุรี 60  สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1  พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด  คือ  ชัยนาท 1  เพราะให้ผลผลิตต่อพืชไร่สูง  พันธุ์ที่ปลูกในฤดูนาปี  แบ่งพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรใช้ปลูกออกเป็น  2  กลุ่ม

เช่นเดียวกับนาปรัง  คือ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ข้าราชการ  เช่น  พันธุ์  กข 6  กข 15   กข 27  ข้าวดอมะลิ105 และสุพรรณบุรี 90  เก้ารอง 86  ขาวตาแห้ง  ขาวปากหม้อ  ปทุมธานี 60 เหลืองใหญ่   พัทลุง 60  นางนวลเอส-4   เหลืองประทิว 123   เหนียวสันป่าตอง  พวงไร่ 2  นางพญา 132  ขาวตาแห้ง  17  และเมือกน้ำ พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดคือพันธุ์  กข 6  มีเนื้อที่ปลูกประมาณ  15.987 ล้านไร่  คิดเป็นร้อยละ  27.91 ของเนื้อที่ปลูกข้าวทั้งหมด  จะปลูกมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  สิ่งที่จำเป็นในการปลูกและการเพิ่มผลผลิตข้าวต้องอาศัยการปฏิบัติที่ถูกต้องตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ข้าว การบำรุงรักษาดิน การเตรียมดินหรือการเตรียมแปลง การกำหนดเวลาปลูก ข้าวให้ เหมาะสมการป้องกันและกำจัดวัชพืชเวลาและปริมาณปุ๋ยที่ควรใส่ การดูแลรักษา รวมทั้งการ เก็บเกี่ยวซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปลูกและการเพิ่มผลผลิตของข้าว 

ข้าวหอมมะลิ

เป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุและราคาแพงที่สุดของประเทศไทย  เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศสำหรับตลาดต่างประเทศ  ผู้บริโภคที่มีฐานะดี  มีกำลังซื้อสูงปัจจุบันการขยายปริมาณ การส่งออกมีลู่ทางแจ่มใสกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ  ปริมาณการส่งออกเพิ่มจาก 148,544 ตัน ในปี 2532  ในปี  2536  ประเทศที่เป็นลูกค้าข้าวหอมมะลิ  ได้แก่  ฮ่องกง  สิงคโปร์  สหรัฐอเมริกา  คุณสมบัติที่ส่ง ให้ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวคุณภาพสูง และข้าวเปลือกเรียวยาว  ได้ขนาดมาตรฐานข้าวชั้นหนึ่ง  เมื่อสีเป็น ข้าวสารจะได้ข้าว เรียว  ยาว  ขาวใส  เป็นเงาแกร่งและมีท้องไข่น้อย  ถ้าเป็นข้าวที่ข้าวสารก็มีกลิ่นหอมเมื่อหุงเป็นข้าวสุกก็จะรสชาติ ดี ข้าวหอมมะลิจัดเป็นข้าวที่มีอะมิโลสต่ำ  คือ  ประมาณ  12-18% ทำให้ข้าวสุกมีความอ่อนนุ่มนิ่มชื่อที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้าข้าวนิยมเรียกโดยเพี้ยนมากจาก “ขาวดอกมะลิ” และมีชื่อเป็นทางการว่า  “ขาวดอกมะลิ 105”  ซึ่งมีความหมายว่า ประเภทข้าวขาว เพราะ  ข้าวเปลือกมีสีขาว  หรือสีฟาง และมีกลิ่นหอม  คล้ายกลิ่นดอกมะลิสำหรับหมายเลข 105 นั้น ได้มาจาก ขึ้นตอนการปรับปรุงพันธุ์

การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของข้าวขาวดอกมะลิ  105

ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของขาวดอกมะลิ  105  ดังนี้

1. กำหนดวันปลูกที่เหมาะสม  ข้าวขาวของดอกมะลิ  105  เป็นข้าวไวแสง  ในช่วงปลูกปกติจะออกดอก ประมาณวันที่  20  ตุลาคมและสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณวันที่  20  พฤศจิกายน  หากต้องปลูกต้นฤดู หรือปลูกเร็วกว่าปกติเนื่องจากฝนเร็วหรือเพื่อรอฝน  ทำให้ต้นข้าวมีระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นมาก เกินพอ  มีระยะ  Lag  vagetative  period  ยาว  ต้นข้าวสูงเพราะมีการยึดลำต้นมาก  ทำให้ล้มก่อนระยะ ออกรวงเมล็ดลีบมากและผลผลิตตกต่ำแต่ถ้าปลูกช้าเกินไปมีช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นสั้นช่วงระยะ การแตกกอสั้นไม่เพียงพอต่อการสร้างมวลชีวภาพให้มากเพื่อสามารถให้ผลผลิตสูงได้  ทำให้ได้ผลผลิต ต่ำเช่นกัน  ดังนั้นการที่จะเพิ่มผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ  105  ให้สูงขึ้น  จึงควรกำหนดวันปลูกให้เหมาะ สมโดยให้ต้นข้าวมีอายุการเจริญเติบโต  ตั้งแต่เมล็ดงอกจนถึงเก็บเกี่ยว   ประมาณ 120 วัน หากปลูกโดย วิธีปักดำควรตกกล้าประมาณกลางเดือนกรกฎาคม และปักดำประมาณกลางเดือนสิงหาคม นอกจากเพื่อ ให้ได้อายุการเจริญเติบโตที่เหมาะสมแล้ว  การกำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมยังหมายถึงการปลูกใน ช่วงที่สามารถหลีกเลี่ยงภัยธรรมชาติ  เช่น  ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมและการระบาดของโรคแมลงศัตรูข้าว อีกด้วยเนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ105 ส่วนใหญ่อยู่ในเขตนาน้ำฝน  บ่อยครั้งการกำหนดช่วง ปลูกให้เหมาะสมไม่สามารถทำได้สะดวกนัก   จึงมีข้อแนะนำประกอบเพิ่มเติมดังนี้

1.1  ในกรณีที่จำเป็นต้องปลูกเร็วกว่าปกติ เนื่องจากฝนมาเร็วหรือต้องปลูกรอฝนให้ระมัดระวัง เรื่องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสม  โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน  ควรใช้ตามความจำเป็นโดยพิจารณาถึงความอุดม

สมบูรณ์ของดินและความต้องการของต้นข้าว  เพื่อให้ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนในใบข้าวในช่วง

ระยะแตกกอถึงแตกกอสูงสุดและในระยะสร้างรวงอ่อนถึระยะออกรวง  ประมาณ   1.5%

1.2  ในกรณีที่ต้องปลูกล่ากว่าปกติ  เนื่องจากฝนมาช้า แนะนำให้ใช้ระยะปลุกชิด  20 * 15  ..  จำนวนต้นกล้า 8 ต้นต่อจับ หรือปลูกโดยวิธีหว่านและใช้ปุ๋ยตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อ รักษาความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนในใบข้าวในช่วงแตกกอ ถึงออกรวงประมาณ  1.5 %

2. ใช้วิธีเขตกรรมที่เหมาะสม  วิธีการทางเขตกรรม  เช่น  วิธีการปลูก ระยะปลูก จำนวนต้นกล้า

ต่อกอ และอายุกล้าที่เหมาะสม  เพื่อเพิ่มจำนวนต้นข้าวทดแทนการแตกกอเนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมี  เช่น   ปักดำ  ระยะชิดประมาณ  20 x 20  ..  จำนวน  5 – 8  ต้นต่อจับ ใช้อายุกล้าประมาณ 30 - 35 วัน  หรือปลูกโดยวิธีหว่านโดยเฉพาะในกรณีที่จำเป็นต้องปลูกล่าทำให้การพัฒนาดัชนีพื้นที่ใบเร็ว สร้างมวลชีวภาพสูงและดัชนีเก็บเกี่ยวสูง ได้จำนวนต้นต่อพื้นที่มากและมีขนาดหรืออายุใกล้เคียงกันออก รวง พร้อมกัน เปอร์เซ็นต์ต้นที่ให้รวงสูง   ได้จำนวนรวงต่อพื้นที่ปลูกมาก  ทำให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี

3. การใช้ปุ๋ย  ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ  105  มีรูปแบบทรงต้นแบบข้าวพันธุ์พื้นเมืองตอบสนอง ต่อปุ๋ยค่อนข้างต่ำ    การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเร่งการแตกกอเพื่อเพิ่มจำนวนต้นข้าว อาจทำให้ต้นข้าวมีอายุที่ แตกต่างกันมากเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เปอร์เซนต์ต้นข้าวที่ให้รวงต่ำ  หากได้รับปุ๋ยมากเกินไปอาจทำให้ ความเข้มข้นของไนโตรเจนในใบข้าวสูงกว่าที่ควร  มีการเจริญเติบโตทางลำต้นเกินสมดุล  เกิดการบังแสง แดดภายในทรงพุ่มสูง  ลำต้นอ่อน  ล้มง่าย  เมล็ดลีบมากและผลผลิตต่ำได้  นอกจากนั้นอาจทำให้คุณภาพ ของข้าวหอมดอกมะลิ  105  เปลี่ยนแปลง  เช่น  เมล็ดอ้วนกว่าปกติ  ความเลื่อมมันลดลง  เมล็ดขุ่น มากขึ้นและเมล็ดข้าวสารสีคล้ำขึ้น เป็นต้น

                ดังนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีในข้าวขาวดอกมะลิ  105 จึงน่าจะเน้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และความเข้ม แข็งของต้นข้าวมากกว่าเพื่อการแตกกอ  ดยใส่ทีละน้อยประมาณ  2-3  กก.  ไนโตรเจนต่อไร่  แต่ใส่หลายครั้งเพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนในใบข้าวประมาณ 1.5%  ทำให้ต้นข้าว แข็งแรงไม่ล้มง่ายและให้ผลผลิตสูง  ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยอีกด้วย

                4. การจัดน้ำ  ควรรักษาระดับน้ำในนาให้น้อยที่สุดตลอดฤดูปลูกไม่ควรเกิน  10 .  เพื่อลด ปัญหายืดปล้อง ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงไม่ล้มง่ายและควรระบายน้ำออกหลังข้าวออกรวงประมาณ

 15 – 20 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ปลูก  และควรเก็บเกี่ยวข้าวหลังจากออกรวงประมาณ  25 – 30  วัน

 

เอกสารอ้างอิง

 

กฤษฎา   สัมพันธารักษ์.2531. พืชไร่. ภาควิชาพืชไร่นา   คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 11-23.

คณาจารย์ภาควิชาพืชไร่. 2526. พืชเศรษฐกิจ  เล่ม 1. ภาควิชาพืชไร่นา  คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์. 334  หน้า.

คณาจารย์ภาควิชาพืชไร่. 2542. พืชเศรษฐกิจ.ภาควิชาพืชไร่นา  คณะเกษตร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

จำลอง  กกรัมย์. 2538. ปุ๋ยอินทรีย์.วารสารดินและปุ๋ย. ปีที่ 68 ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2538. หน้า 77-79.

ทวี   คุปต์กาญจนากุล.  2541. การเพิ่มผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ  105 โดยวิธีการเขตกรรม. วารสารวิชาการ เกษตร. ปีที่  16  ฉบับที่  2  พฤษภาคม – สิงหาคม  2541.หน้า 144-151.

พงค์เทพ  อินตะริกานนนท์. 2543. เสวนาเรื่องทิศทางการวิจัยและการใช้ปุ๋ยในอนาคต. วารสารเคหะ

การเกษตร. 24(9). หน้า 152-156.

ยงยุทธ  โอสถสภา. 2527. หลักการใช้ปุ๋ยข้าว. สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 31.

สมชาย  องค์ประเสริฐ .2531. เอกสารคำสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาดินและปุ๋ย   คณะผลิตกรรมการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้.                    หน้า 121-170.

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร. 2536. สถิติการเกษตรของประเทศไทยปีการเพาะปลูก 2535/36. ศูนย์สถิติการเกษตร. เอกสารสถิติการเกษตร  เลขที่  444.

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร. 2541. สถิติการเกษตรของประเทศไทยปีการเพะปลูก 2539/40. ศูนย์สารสนเทศการเกษตร. เอกสารสถิติการเกษตร  เลขที่                      9/2541.