สาขาพืชผัก  มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปลูกมะกรูดขายใบ รายได้ต่อวันเฉียดสองพันบาท(8 ก.ค. 48)

ต้นมะกรูด ที่เห็นกันอยู่ใกล้บ้านเรือน หรือปลูกเป็นพืชผักสวนครัว ใช้ทำเป็นเครื่องแกงในการแต่งกลิ่นและสีสันให้ดูสวยงามน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น และน้อยคนนักที่จะรู้ว่าผลและใบของมะกรูดนี้มีสรรพคุณทางยามากมาย นอกจากนั้น การเรียกชื่อของแต่ละภาคของไทยก็ชื่อเรียกไม่เหมือนกัน เช่น ทางภาคอีสานเรียกว่า มะหูด ทางภาคใต้เรียกว่า ส้มกรูด ทางภาคเหนือเรียกว่า มะรูด เป็นต้น

มารู้จักลักษณะทั่วๆ ไปของต้นมะกรูดว่าเป็นอย่างไร มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีหนามแข็ง บริเวณลำต้นและกิ่ง เติบโตได้สูงประมาณเกือบเท่าต้นมะม่วงเลยทีเดียว เป็นทรงพุ่ม ดอกของมะกรูดมีสีขาวหอม ใบอ่อนจะมีลักษณะมันวาวสวยงาม เป็นใบเดี่ยว แต่ดูคล้ายสองใบต่อกัน เป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย ให้ใบและผลตลอดทั้งปี มะกรูดมีประโยชน์ทั้งผลและใบ ไม่ว่าจะใช้ทำอาหาร ใช้ไล่สัตว์เลื้อยคลาน หรือจะใช้ผลเป็นตัวช่วยดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้เช่นกัน ในสมัยโบราณมักนำผลมะกรูดมาคั้นนำน้ำมาสระผม เพื่อให้ผมเงางามสวยเก๋ นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาเข้าเครื่องยาไทย เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

แต่ในปัจจุบันการปลูกมะกรูดเพื่อเป็นการค้าหาได้ยากเต็มที แต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียว ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง โดยเฉพาะ คุณยายสมหมาย พุ่มทิม อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 10 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. คุณยายยังมีสุขภาพแข็งแรงมาก ออกทำสวนตัดกิ่งมะกรูดได้ทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงบ่าย โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในเนื้อที่ที่ปลูกมะกรูดกว่า 12 ไร่ เมื่อทักทายแนะนำตัวเรียบร้อย ก็เลยเข้าเรื่องทันทีไม่ให้เสียเวลาการทำมาหากินของคุณยาย โดยได้สอบถามถึงความเป็นมาเป็นไป ว่าทำไมถึงได้มาปลูกมะกรูดมากมายขนาดนี้ถึง 12 ไร่

คุณยายสมหมาย จึงเล่าให้ฟังว่า ได้มาปลูกมะกรูดขายใบมาประมาณ 25 ปี เห็นจะได้ ก่อนหน้านี้ที่ที่ปลูกอยู่เป็นที่ของพ่อและแม่ เป็นสวนที่ปลูกไม้ผลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง กล้วย มะพร้าว มะละกอ ปลูกเต็มพื้นที่ 12 ไร่เลย แต่ด้วยสภาพพื้นที่ปลูกนี้เป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อเวลาฝนตกมากๆ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย เป็นอย่างนี้มาหลายปี ก่อนที่จะหันมาปลูกมะกรูดจึงได้ตัดสินใจทำแปลงปลูกใหม่ โดยยกพื้นดินปลูกให้สูงขึ้น และสร้างคันดินรอบๆ แปลงปลูกทั้งหมด กันน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาท่วมแปลงปลูกในสวนได้อีก เมื่อทำเสร็จ ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับมาปลูกไม้ผลอีก เนื่องจากต้องมีการดูแลมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ

พอดีมีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กันแนะนำให้ปลูกมะกรูดเพื่อขายใบ จึงได้สั่งซื้อต้นพันธุ์มาปลูกบ้างเริ่มปลูกครั้งแรกเพื่อลองผิดลองถูกก่อน เพียงแค่ 2 ไร่ และเป็นการทดลองตลาดว่าจะมีความต้องการตามที่สั่งเอาไว้จริงหรือไม่ เมื่อถึงเวลาตัดผลผลิตใบขาย ก็รู้เลยว่า ไม่พอต่อความต้องการของตลาด เพราะพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อแบบมีเท่าไรรับหมด แน่นอนเลยเห็นอนาคตข้างหน้าแล้วว่าดีแน่ จึงกลับมาวางแผนในการปลูกให้เต็มพื้นที่ ที่เหลืออีก 10 ไร่ ว่าทำอย่างไรให้มีผลผลิตทั้งใบและผล ให้เก็บได้ตลอดทั้งปี จึงได้ทยอยสั่งซื้อท่อนพันธุ์มะกรูดมาลงปลูก จนครบทั้ง 12 ไร่ ใช้เวลาอยู่หลายปีเหมือนกัน

สำหรับขั้นตอนการปลูกของคุณยายสมหมาย มาดูกันว่าเป็นอย่างไร

ลำดับแรกเลยต้องมีการเตรียมดินในพื้นที่ปลูก โดยเริ่มจากการกำจัดวัชพืชให้หมด หลังจากนั้น พรวนดินและยกร่องแปลงปลูกให้สูงขึ้นมาพ้นน้ำ เมื่อเตรียมดินปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้ขุดหลุมปลูก มีความลึก ที่คุณยายสมหมายทำอยู่ประมาณ 30x30 เซนติเมตร ระยะปลูกประมาณ 4x6 เมตร คุณยายสมหมายบอกว่า เพราะเมื่อต้นมะกรูดโตและมีการขยายทรงพุ่ม พุ่มจะใหญ่ จึงต้องมีระยะห่างระหว่างต้นบ้าง เพื่อให้เข้าไปตัดผลผลิตได้ ก่อนลงปลูกในหลุม ควรจะใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตรเสมอ รองก้นหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำต้นกล้าที่ได้อายุ 9-10 เดือน มาลงปลูก ก่อนที่จะปลูกลงหลุมอย่าลืมฉีกถุงดำออกก่อน

คุณยายสมหมายกล่าวต่อว่า ถ้าลืมเอาถุงดำออกต้นมะกรูดก็จะไม่สามารถโตได้ เพราะติดถุงพลาสติก ทำให้ต้นตายได้ ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาฉีกถุงต้นกล้าลงปลูก ส่วนของรากอาจขาดได้ควรจะค่อยๆ ฉีกถุงปลูกออก หลังจากนั้น นำกล้าลงปลูกในหลุม กลบดินให้สูงกว่าโคนต้นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วกดดินให้แน่นพอประมาณ ควรที่จะหาไม้มาปัก และผูกเชือกเอาไว้เพื่อป้องกัน ลมพัดโยกไปมาทำให้ต้นตายได้ ให้นำหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้น เพื่อให้ดินได้เก็บความชุ่มชื้นในดินไว้ได้นานๆ แล้วหาทางมะพร้าวหรืออะไรก็ได้ที่สามารถบังแสงแดดที่ร้อนจัดได้ มาบังให้กับต้นมะกรูด เมื่อเสร็จแล้วให้รดน้ำทันที

ในแหล่งที่มีลมแรงจำเป็นต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้เพื่อกันลม สำหรับสวนคุณยายสมหมายเลือกที่จะปลูกต้นทองหลางไว้คู่กับต้นมะกรูด ประโยชน์ของต้นทองหลาง นอกจากจะใช้บังลมแล้ว ใบของต้นทองหลางยังสามารถเก็บไปขายได้อีก ส่วนใบที่แก่และร่วงลงมาในท้องร่องสวน จะทับถมกันทำให้เน่าเปื่อย และเกิดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีให้กับต้นมะกรูดเลยทีเดียว

การดูแลรักษาหลังการปลูก ก็เพียงแต่รดน้ำเช้าเย็นเท่านั้นในช่วง 1-2 เดือนแรก หลังการปลูก และเมื่ออายุปลูกได้ 8 เดือน จึงบำรุงต้นอีกครั้งโดยใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตรเสมอ ใส่รอบๆ บริเวณโคนต้น การให้น้ำก็จะลดลงเหลือเพียงวันละครั้งเดียว เมื่อต้นมะกรูดขึ้นปีที่ 2 ก็เริ่มที่จะเก็บผลผลิตใบ ตัดไปจำหน่ายได้เลย แต่ละไร่ที่ลงปลูก การเก็บผลผลิตก็จะไม่ตรงกัน และเมื่อต้นมะกรูดอายุได้ 3 ปี ถึงจะออกผล

ส่วนโรคที่เกิดขึ้นกับต้นมะกรูดนั้นมีน้อย ที่สวนของคุณยายสมหมาย ปลูกอยู่นี้ยังไม่เคยพบเลย ส่วนแมลงก็มีอยู่ อย่างเช่น หนอนชอนใบ ที่มาทำลายทำให้ใบของมะกรูดบิดงอ ทำให้ใบไม่สวย ไม่สามารถตัดส่งขายได้ วิธีป้องกันคือ เด็ดนำไปเผาทำลายให้หมด ถ้าหากเกิดระบาดอย่างรุนแรง ก็จำเป็นที่จะต้องฉีดยาป้องกันกำจัดไม่ให้ลุกลามทั่วทั้งแปลง เพราะทำความเสียหายหมดแน่นอน

วิธีตัดใบเพื่อนำไปขาย ให้เลือกตัดกิ่งที่ยาวๆ คล้ายกับเราตัดแต่งกิ่ง เพียงแต่ต้องตัดให้ยาวไว้ ไม่ต้องตัดซอยสั้น หรือให้กิ่งตัดมีความยาว 50 เซนติเมตร ขึ้นไป ส่วนต้นมะกรูดให้แต่งซอยสั้น ทำเพื่อเป็นการพักต้นไปเลย

หลังจากนั้น นำมามัดเป็นกำๆ 1 กำ มีอยู่ 7-8 กิ่ง ขายอยู่ที่ 4 บาท ต่อกำ แล้วรวมให้ได้ 25 กำ เป็น 1 ฟ่อน ขายอยู่ที่ 100 บาท ต่อฟ่อน แต่ละวันในตอนนี้จะเก็บผลผลิตจากใบมะกรูดได้อยู่ที่ประมาณ 400 กำ ต่อวัน เอามาทำเป็นฟ่อนได้ 16 ฟ่อน เป็นเงิน 1,600 บาท ต่อวัน สำหรับผลมะกรูดก็สามารถขายได้เช่นกัน โดยคิดเป็นร้อยละ 40 คือ 100 ผล ได้ราคา 40 บาท คุณยายสมหมายกล่าว

เมื่อเก็บผลผลิตที่ต้องการหมดคงเหลือแต่ต้นมะกรูด จะพักต้นไว้ประมาณ 4 เดือน เพื่อได้บำรุงต้นให้แตกกิ่งก้านออกมาอีก ในช่วงนี้จะจ้างแรงงานมาทำแปลง ในการพรวนดินรอบๆ ต้น ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และนำโคลนที่อยู่ในท้องร่องสวน ขึ้นมากลบบริเวณโคนต้นเพื่อเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นมะกรูด หลังจากนั้น ต้นมะกรูดจะให้ผลผลิตใบได้อีกรอบ ทำหมุนเวียนกันไปจนครบทั้งหมด

ผู้ปลูกต้องมีการวางแผนการปลูกเป็นอย่างดี เป็นช่วงๆ จึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

ต้องขอขอบคุณ คุณศุภชัย ชาญใช้จักร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. เป็นอย่างสูง ที่ได้พาเข้าไปชมสวนคุณยายสมหมายถึงในแปลงปลูก ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่ใหญ่ที่สุดในเขตตลิ่งชันนี้

หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่โทร. (02) 448-6867

 
 ที่มา  เทคโนโลยีชาวบ้าน  วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 17 ฉบับที่ 362  หน้า 63