ผักกาดหอมห่อ

 

ผักสลัดหรือผักกาดหอม (Lettuce) เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด แต่ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำและระบายอากาศดี ความเป็นกรดด่างในดินที่เหมาะสมคือ  6.0 6.8  ส่วนพื้นที่ปลูกผักกาดหอมห่อ  ควรได้รับแสงเต็มที่ตลอดวัน  จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น  อุณหภูมิไม่สูงมาก  อยู่ที่  21 26 0สำหรับผักกาดหอมใบ  ส่วนผักกาดหอมห่ออุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง  15 - 21 0C  (สุนทร, 2540)  หากปลูกในสภาพที่อุณหภูมิสูงเกินจะทำให้ผักกาดหอมมีรสขมและจะแทงช่อดอกเร็ว  ผักกาดหอมจัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์  Asteraceae (Compositae)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuca sativa L.  ปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น  สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ตามลักษณะ (นิพนธ์, 2543)

                1.   สลัดปลีหรือผักกาดหอมห่อ (Crisp Head)  ชื่อวิทยาศาสตร์ L. sativa. var capitata L. ใบมีลักษณะบาง  ขนาดใหญ่  เปราะหักง่าย  ห่อหัวแน่นคล้ายกะหล่ำปลี (นิพนธ์, 2543)  กล่าวว่าใบจะกรอบกว่า  สายพันธุ์อื่น ๆ ใบนอกมีสีเขียวเข้ม  ใบในมีสีขาวปนเหลืองทนทานต่อการขนส่ง

                2.   สลัดกึ่งห่อหรือหัวห่อไม่แน่น (Butterhead หรือ Bibb)  ชื่อวิทยาศาสตร์ L. sativa. var capitata L. ใบจะห่อหลวม ๆ ใบอ่อนนุ่ม  ไม่กรอบ  ผิวใบเป็นมันคล้าย ๆ เคลือบด้วยเนยหรือน้ำมันลับที่ผิวใบ  ปลูกได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น  ไม่ทนต่ออากาศร้อน  ให้รสชาติดี  แต่ไม่ทนการขนส่ง

                                  3. สลัดต้น (Stem lettuce หรือ celtuce)  ชื่อวิทยาศาสตร์คือ L. sativa. var asparagina  ลักษณะลำต้นอวบสูง  นิยมปลูกเพื่อนำลำต้นมาบริโภคเท่านั้น  ใบเล็กหนาสีเข้มใบจะเกิดขึ้นต่อ ๆ กันไปถึงช่อดอก  ไม่นิยมปลูกหรือบริโภคในประเทศไทยมากนัก

               4.  ผักกาดหอมใบ (Leaf lettuce)  ชื่อวิทยาศาสตร์คือ L. sativa. var crispa L. ลักษณะใบจะไม่ห่อเป็นหัว มีจำนวนใบมาก  มีรูปร่างและสีต่างกันขึ้นกับพันธุ์ที่ปลูก  สามารถทนอากาศร้อนในประเทศไทยได้ดีว่าสายพันธุ์อื่นและนิยมบริโภคมากที่สุด

                5. ผักกาดหวาน (Cos หรือ Romaine)  ชื่อวิทยาศาสตร์คือ L. sativa. var longifolia Bailey  ใบมีลักษณะตั้งตรงยาวและห่อมีสีเขียวเข้มเนื้อใบหนา  เส้นใบนูนเด่นออกจากด้านหลังใบปลายใบโค้งเข้าคล้ายหัวลักษณะกลมยาว

                ผักกาดหอมห่อ (Head lettuce)  เป็นผักที่มีสีเขียวค่อนข้างอ่อน  ใบห่อเป็นหัว  เนื้อใบหนากรอบเป็นแผ่นคลื่นผักในตระกูลนี้มีปริมาณวิตามินซี  และในตัวแคโรทีนพอประมาณแต่ อะมีโฟเลต  ค่อนข้างสูง  ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง  ผักกาดหอมห่อนิยมบริโภคสดมีความกรอบและหวาน  เป็นเครื่องเคียงของเนื้อย่างต่าง ๆ  ลาบ  น้ำพริกหรือผัดไทย

ลักษณะทางพฤษศาสตร์  (กองบรรณาธิการฐานเกษตรกรรม,  2541)

                ราก  (Root)เป็นระบบรากแก้ว  สามารถหยั่งลึกประมาณ  ฟุตเมื่อระยะแทงช่อดอก  รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดรากฝอย  เพื่อทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุอาหารมาเลี้ยงส่วนต่างๆของลำต้น

                ลำต้น (Stem)มีลักษณะตั้งตรง  ข้อสั้น  หรือถี่  เนื้อแน่น

                ใบ  (Leaves) มีหลายลักษณะ รูปร่าง  และสีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์  เช่น  ใบกลม  ใบรี  ใบมีหยัก    บางพันธุ์อาจมีใบหนาแข็งและบางพันธุ์อาจจะมีใบห่อปลี

                ดอก  (Flower)  ช่อดอก  มีลักษณะแบบ   panicle   สูง 2-4 ฟุต  อาจจะมีมากกว่า  15-25  ดอกต่อช่อ  เป็นดอกสมบูรณ์เพศ  กลีบดอกสีเหลืองหรือขาวปนเหลือง

                เมล็ด  (Seed)  จะมีขนอ่อนอยู่ด้วย  สีของเมล็ดมีความแตกต่างกัน(Vincen  and  Yamaguchi  ,1997)

การปลูกและการดูแลรักษา

                การปลูกสลัดปลีนิยมปลูกโดยวิธีการย้ายกล้า  และเพาะในกะบะเพาะซึ่งจะให้ต้นกล้าที่สมบูรณ์  แข็งแรง  เกิดความเสียน้อย  เมื่อเวลาปลูก  ยังประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าถึง  ใน  ส่วน  โดยวิธีการหว่าน  สามารถย้ายปลูกเมื่อมีใบจริง  2 3  จริง  หรืออายุ  25 30  วัน (สุนทร ,2540) 

                สำหรับการเตรียมพื้นที่ปลูก  ควรไถพลิกดินให้ลึกประมาณ  20 30  เซนติเมตร  แล้วตากดินทิ้งไว้  7 10  วัน  ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วประมาณ  2,000 3,000  กิโลกรัมต่อไร่  คลุกเคล้ากับดินให้ทั่วและสม่ำเสมอ  ขนาดของแปลงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสะดวกในการจัดการ (สุรชัย ,2527) 

                ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อคุณภาพและขนาดของสลัดปลีให้มีลักษณะตามที่ตลาดต้องการก็คือระยะปลูกสำหรับระยะปลูกที่เหมาะสมที่สุดนั้นได้มีการทดลองและแนะนำให้ใช้แตกต่างกัน ดังนี้

                เมืองทองและสุรีรัตน์ (2532)  กล่าวว่าในการกำหนดจำนวนต้นต่อพื้นที่หรือระยะปลูกที่กำหนดความหนาแน่นมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต  รวมทั้งระยะปลูกที่เหมาะสมที่พืชต้องการใช้เพื่อการเจริญเติบโต  ซึ่งตรงกับ(นิพนธ์ ,2543)  กล่าวว่าระยะปลูกจะมีอิทธิพลต่อผลผลิตและคุณภาพของสลัดปลีและแนะนำว่าควรใช้ระยะปลูก  20-30  x  30  เซนติเมตร

                สุนทร (2540) แนะนำให้ใช้ระยะที่มีความห่างระหว่างต้นและแถวเท่ากับ 40 x 40  เซนติเมตร  เป็นระยะที่สลัดปลีให้คุณภาพดีและมีขนาดหัวใหญ่ที่สุด

                จากรายงานของสุรชัย  (2527) ทำการศึกษาอิทธิพลของระยะปลูกต่อคุณภาพและผลผลิตของสลัดพบว่าระยะปลูกที่ให้ผลผลิตสูงที่สุดคือ 40 x 30 ซนติเมตร

การปฏิบัติดูแลรักษา

                การให้น้ำ  สลัดปลีเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น  ดังนั้นควรให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ  โดยระยะแรกหลังย้ายปลูก  ควรให้น้ำทุกวันเช้าและเย็น  แต่ไม่ควรรดจนแฉะเกินไป  ส่วนระยะที่เริ่มห่อหัว  ควรให้น้ำโดยรดรอบ ๆ โคนต้น  เพราะน้ำจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเน่าเละกับหัวได้ (สุนทร, 2540) และการให้น้ำในระยะหลังนี้ควรพิจารณาจากสภาพความชื้นของดินเป็นหลัก

                การใส่ปุ๋ย เนื่องจากสลัดปลีเป็นพืชอายุสั้นจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  จำเป็นต้องมีธาตุอาหารอย่างเพียงพอในบริเวณราก  ควรใส่ปุ๋ยคอกในอัตรา  2 3  ันต่อไร่  เพื่อปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มค่าความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน  ส่วนปุ๋ยเคมีที่ใช้ควรพิจารณาจากพืชที่ต้องการและความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ปุ๋ยยูเรียใส่เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะแรก  อัตรา  50  กิโลกรัมต่อไร่  และแม้ว่าสลัดปลีเป็นพืชกินใบที่ธาตุไนโตรเจนมีความสำคัญมาก  แต่ไม่ควรใส่มากเกินความจำเป็น ( นิพนธ์ ,2543)  กล่าวว่า  การใส่ธาตุไนโตรเจนมากเกินไป  ในสภาพอุณหภูมิสูงจะทำให้เกิดอาการปลายใบไหม้  และใบสลัดไม่ห่อหัวหรือห่อหัวหลวม ๆ ที่อายุ  15  และ  30  หลังย้ายปลูก  ควรใส่ปุ๋ยสูตร  15 15 15  หรือ  12 24 1  อัตรา  30 50 กิโลกรัมต่อไร่  เพื่อให้หัวแน่นและมีรสชาดดี

                การเก็บเกี่ยว  ขึ้นอยู่กับพันธุ์และฤดูปลูก  อายุการเก็บเกี่ยวของสลัดใบประมาณ  30 50  วัน  หรือเมื่อต้นเจริญเต็มที่  ส่วนสลัดปลีเก็บเกี่ยวที่อายุ  50 60  วัน  หลังย้ายปลูกหรือเลือกที่หัวเข้าปลีแน่นควรเก็บขณะที่ยังอ่อนหากเก็บขณะต้นแก่จะทำให้เสียคุณภาพและมีรสขม  วิธีการคัดใช้มีดคม ๆ ตัด  ที่โคนต้น หากเป็นสลัดใบควรเอาใบเสียทิ้งไป  ส่วนสลัดปลีตัดใบรอบนอกที่สกปรกเกิดความเสียหายขณะขนส่งได้  ควรล้างทำความสะอาดและความร้อนแฝงเพื่อรักษาคุณภาพขณะเก็บรักษาและขนส่ง  การบรรจุใส่เข่งหรือกล่องกระดาษที่อากาศถ่ายเทได้และทนต่อการขนส่ง

 

โรคและแมลงที่สำคัญ

                โรคเน่าและ (Bacterial soft rot)  สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinia sp. เป็นโรคที่สำคัญมากทั้งการระบาดและความเสียทั้งในแปลงปลูก  การเก็บรักษาและขนส่งลักษณะอาการ  เริ่มจากเป็นรอยช้ำเล็ก ๆ แล้วเป็นจุดฉ่ำน้ำ  หากสภาพแวดล้อมเหมาะสมขยายลึกลงไปในเนื้อเยื่อและกระจายไปบริเวณต้นรอบ ๆ เนื้อเยื่อจะเน่ายุบต้นลงอย่างรวดเร็วแผลเละเป็นเมือกเยิ้มส่งกลิ่นเหม็นแรง  ผักจะเน่ายุบตายไปทั้งต้นขณะที่ใบยังเขียวอยู่  เมื่อจับต้นจะหลุดติดมือขึ้นมากได้ง่าย  ซึ่งอาการส่วนมากจะเกิดที่โคนต้นระดับดิน  การป้องกันกำจัดหากพืชที่ปลูกเริ่มแสดงอาการให้เห็นเป็นบางต้น  ควรถอนออกไปเผาทิ้งไกล ๆ หรือฝังดินกลบลึก  หากระบาดมากใช้สารเคมีพวกทองแดง  หรือจุนสี  (CuSO4เช่น  คูปราวิทและบอร์โดมิกเจอร์  ฉีดพ่น  3 5  วันต่อครั้ง  ตามอัตราส่วนที่กำหนด (ศักดิ์, 2537)

                โรคใบจุดของผักกาดหอม (Leaf spot)  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Cercospora longissima  เกิดเป็นจุดเล็กสีน้ำตาลขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้ม  หากแผลลุกลามรวมกันมาก ๆ จะเกิดอาการใบไหม้ทั้งใบ  การป้องกันกำจัดเก็บใบที่เป็นโรคไปทิ้งไกล ๆ หรือแยกทำลาย  หากจะใช้สารเคมี  เช่น  เบนโนมิล 50%  6  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร  หรือใช้แมนโคเซีย  80%  30  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร  ฉีดพ่นทุก  5 7  วัน(ศักดิ์, 2537)

                โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)  เชื้อสาเหตุเกิดจากเชื้อรา  Peronspona parasitica เกิดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต  ลักษณะอาการเริ่มแรกเกิดที่ใต้ใบ  โดยเห็นเป็นกลุ่มผงสีขาวหรือเทา  ซึ่งเป็นสปอร์และเส้นใบของเชื้อสาเหตุต่อมาจะเกิดแผลสีเหลืองแล้วเปรียบเป็นสีน้ำตาล  เนื่องจากมีเซลล์ตายเกิดขึ้น ลักษณะแผลเป็นรูปเหลี่ยม  กรณีเป็นรุนแรงใบจะเหลืองทั้งใบและแห้งตาย  การป้องกันกำจัดเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ปลอดเชื้อ  ปลูกพืชหมุนเวียนไม่ควรให้ระยะห่างของต้นแน่นเกินไป  หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ควรใช้แมนเน็บหรือแคปแทน  50%  30 35  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร  ฉีดพ่นทุก  5-7  วัน(ศักดิ์, 2537)

                หนอนคืบกะหล่ำ (Cabbage looper)  มีชื่อวิทยาศาสตร์  Trichoplusia ni  ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดกลาง  ตัวหนอนสีเขียวใสขนาดเล็กลักษณะการทำลายหนอนกัดกินเนื้อใบจนขาดและเหลือเส้นใบไว้  การป้องกันกำจัด  การใช้สารเคมี การใช้ขณะหนอนมีขนาดเล็กจะได้ผลดี  เช่น   ฟอสดริล  หรือแลนเนท  20 30  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร  พ่นทุก  5 7  วัน(ศักดิ์, 2537)

 

  ที่มา  สาขาพืชผัก  มหาวิทยาลัยแม่โจ้